จาก ‘คึกฤทธิ์’ ถึง ‘เปรม’

คอลัมน์ซอยสวนพลู 
หนังสือพิมพ์รายวันสยามรัฐ 
ฉบับประจำวันที่ 11 มีนาคม 2530

  
ความจริงผมไม่อยากจะเขียนเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เลย แต่เมื่อได้พิจารณาดูโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่า จำเป็นต้องเขียนเพราะถ้าไม่เขียนแล้วอาจเกิดผลเสียหายใหญ่โตต่อไปได้ จะกระเทือนใครบ้างผมก็ไม่สนใจละครับ
เพราะผมคิดเสียว่า ถ้าผมกระเทือนใครคนนั้นเป็นคนควรกระเทือนหรือ กระเทือนอยู่แล้ว 
 
มีข่าวออกมาว่า ในหลวงมีพระราชดำรัสกับคนหนังสือพิมพ์ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในทำนองว่าระบอประชาธิปไตยในเมืองไทยนั้นยุ่งยากเพราะเราต้องลอกแบบฝรั่งเอามาใช้ ถ้าทำแบบไทยๆ ก็คงจะยุ่งยากน้อยลง พระราชดำรัสนี้มีขึ้นในโต๊ะเสวย ขณะที่มีพระราชปฏิสันถารกับคนหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นธรรมดาของพระราชดำรัสในโต๊ะเสวยก็จะต้องมีพระราชกระแสอื่นๆ มาก่อนหน้านี้ หรือคนหนังสือพิมพ์กราบบังคมทูลถามอย่างใดอย่าง หนึ่งหรือหลายอย่าง และเมื่อมีพระราชกระแสที่เป็นข่าวนี้แล้ว ก็จะต้องมีพระราชกระแสอื่นๆ ต่อไปอีก 
 
การที่จะนำพระ ราชกระแสในโต๊ะเสวยมาบอกเล่าให้คนนอกทราบนั้น ก็ไม่บังควรอย่างยิ่งอยู่แล้ว แต่ถ้าจะบอกเล่า
ก็ควรจะบอกให้หมดว่า พระราชกระแสก่อนนั้นมีมาอย่างไร และพระราชกระแสต่อไปมีอย่างไร
การที่รัฐบาลจงใจเชิญพระราชกระแสมาแต่ประโยคเดียว แล้วสั่งให้เผยแพร่ต่อไป นั้น เป็นการไม่บังควรอย่างยิ่ง แม้จะเป็นคำพูดของคนอื่นก็ไม่ควร เพราะไม่เป็นธรรมแก่ผู้พูด 
 
ความจริง คนหนังสือพิมพ์ที่เฝ้าฯอยู่ในโต๊ะเสวยนั้น มีอยู่หลายคน ไปจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับ แต่มีอยู่เพียงฉบับเดียวหรือสองฉบับเท่านั้นที่ได้นำมาลงเป็นข่าว แต่ก็เป็นข่าวเล็กๆ มิได้ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ข่าวสำคัญหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่นั้น
มิได้เอ่ยถึงเลย 
 
ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าหนังสือพิมพ์ไทยนั้นถึงจะจ้วงจาบใคร ต่อใครให้เกิดโทสะ เคียดแค้นได้อยู่เสมอ แต่ก็รู้ที่ต่ำที่สูง บูชาคนที่ควรบูชาและมีความ จงรักภักดีอันมั่นคงแข็งแรงอยู่ พูดง่ายๆ ก็คือ หนังสือพิมพ์ไทยยังเป็นผู้ดีอยู่ไม่กำเริบ ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมนายกรัฐมนตรีเปรม ติณสูลานนท์ จึงได้ตื่นเต้นถึงกับบอกคณะรัฐมนตรีให้ช่วยกันเผยแพร่ข่าวนี้ให้สะพัดออกไป และย้ำแล้ว ย้ำอีกว่า อยากให้คนรู้กันทั่ว 
 
ที่คุณเปรม อ้างว่าจงรักภักดีต่อพระกรุณายิ่งกว่าใครนั้น น่าจะต้องเอามาผ่านห้องทดลองเพื่อวิเคราะห์กันใหม่เสียแล้วกระมัง? สิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องคิดก็คือ คำว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ นั้น หมายความว่าอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความหมายของคำนี้ในขณะที่มีพระราชดำรัสนั้นเป็น อย่างไร เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ ผมเองก็ไม่รู้ 
 
คุณเปรมเป็นอะไรมาจึงจะเข้าไปหยั่งรู้ในพระราชหฤทัยได้?
เพียงแต่คิดว่าตัวรู้ก็ออกจะเป็นคนไม่น่าติดต่อด้วยเสียแล้ว 
 
เรื่อง ประชาธิปไตยแบบไทยๆ นี้ ผมได้ยินพูดกันมาช้านานแล้วคนโน้นพูดบ้างคนนี้พูดบ้าง ฟังดูก็เห็นตรงกันแต่ศัพท์ที่ใช้เรียก ส่วนวิธีการที่อ้างว่าเป็นวิธีการแบบไทยๆ นั้น ไม่เห็นตรงกันสักราย เมื่อต่างคนต่างคิดในเรื่องเดียวกันนี้ ต่างคนต่างก็มีวิธีการของตนแตกต่างกันไป บ้าบ้าง บอบ้าง บิ่นบ้าง หาอะไรเป็นแก่นสารและเอาเป็นที่ยุติไม่ได้ 
 
เมื่อคุณเปรมตื่นเต้นใน ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ อย่างนี้ ก็พอจะเข้าใจได้ว่า คุณเปรมเองก็ต้องการและมีวิธีการของระบอบประชาธิปไตย แบบไทยๆ ของตนเอง 
 
หมายถึง การเป็นนายกฯโดยไม่ต้องสมัครผู้แทนฯให้เหนื่อยกาย เหนื่อยใจ ใช่ไหม? 
หมายถึงการที่เป็นนายกฯ คนเดียวตลอดไปใช่ไหม? 
หมายถึงนายกฯ คนที่ชื่อเปรมนั้นไม่ต้องรับผิดในสิ่งใดและต่อใครใช่ไหม? 
หมายถึงนายกฯคนที่ชื่อเปรมจะต้องอยู่เหนือคำวิพากษ์วิจารณ์ ใครแตะต้องไม่ได้ ใช่ไหม? 
หมายถึง ความเป็นนายกฯนั้นมีแต่เสวยสุข ไม่มีทุกข์กับใคร ใช่ไหม? 
ได้อยู่บ้านหลวง ใช้น้ำหลวง ไฟหลวง ใช่ไหม? 
จะไปไหนก็ใช้รถหลวง เรือหลวง หรือหลวงออกค่าโดยสารเครื่องบินให้ยกโขยงกันไปเที่ยวต่างประเทศได้ ใช่ไหม? 
จะไปไหนก็มีคนมาเรียงรายคอยต้อนรับ บางแห่งถึงกับก้มลงกราบกับพื้นดิน ใช่ไหม? 
 
ความ คิดเหล่านี้ก่อให้เกิดตัณหาอุปาทาน อันเป็นต้นเหตุของอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ โลภะ ทำให้เกิดความอยากเห็นความคิดของตนเป็นผล จริงจังขึ้นมา เพื่อทุกอย่างที่ตนปรารถนาจะให้เกิดขึ้นจะได้เกิดขึ้น และเห็นจะเป็นเพราะความอยากนั้นเองที่ทำให้คนเหมาเอาคำว่า ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ในพระราชดำรัสนั้นตรงกับความ หมายที่ตนคิดไว้
ถึงกับดีอกดีใจสั่งให้เผยแพร่ต่อๆไป เป็นการตู่พระราชดำรัสโดยแท้ ในหลวงนั้น ทรงเป็นล้นพ้นในทุกกรณี ไม่ควรที่ใครจะไปเหมาเอาว่า พระราชดำริใดๆ ตรงกับความคิดของตนเองได้ 
 
เพราะฉะนั้นต่อ ไปนี้ หากคุณเปรมหรือรัฐบาลคุณเปรม ไม่ว่าจะเป็นเปรม 5 เปรม 6 ไปจนถึงเปรม 432 จนกระทำสิ่งใดโดยอ้างว่า เพื่อเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ แล้ว จะต้องถือว่าการกระทำนั้นเป็นความคิดของคุณเปรมเองแต่ผู้เดียว ไม่ใช่ตามความหมายในพระราชดำรัส ใครไม่เห็นด้วยก็อาจแย้งได้ คุณเปรมไม่มีสิทธิ์ที่จะอ้างว่า ทำไปตามพระราชดำรัสเพื่อปกป้องคุ้มกันตนเอง เมื่อมีอะไรเสียหายเกิดขึ้น คุณเปรม จะต้องรับผิดด้วยตนเอง จะไปซัดความผิดให้แก่ใครไม่ได้ จะอ้างว่า
ทำไปด้วยความจงรักภักดีก็ไม่ได้เด็ดขาด คุณสมัคร สุนทรเวช ได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน แต่แทนที่ใครจะได้สติ
คุณสมัครกลับถูกโจมตีมากมายทางวิทยุและทางอื่นๆ 
 
ผมได้อ่านคำชี้แจงของคุณสมัครในหนังสือพิมพ์เดลิมิเลอร์ เกี่ยวกับเรื่องที่คุณสมัครถูกโจมตีนี้แล้ว รู้สึกจับใจในความรู้จักประมาณตนของคุณสมัครมาก ไม่เสียทีที่คุณสมัครเกิดมาในตระกูลข้าราชสำนัก มีบรรพบุรุษเคยใกล้ชิดพระองค์มาก่อน รู้ต่ำรู้สูง รู้สิ่งใดควรพูดสิ่งใดไม่ควร 

edit @ 20 Apr 2010 22:39:28 by 21st

 

- ก่อน จะ เช้า  . . . มืด -

หลังจากไปส่งป๋าที่สนามบิน (ตกลงแกจะเรียกเฮียหรือป๋ากันแน่!!)  

พวกเราต่างแยกย้ายกันกลับอีกไม่เกิน ชั่วโมงต่อมา  

เวลาประมาณตี ๔ กว่า เกือบตี ๕ ที่ท้องฟ้ายังไม่สว่าง  

 

"แล้วเดี๋ยวไอซ์จะกลับยังไง"  เรย์ถามทุกคนจบแล้วหันมาถามเราต่อ

"คงนั่งรถเล่นไปเรื่อยๆ - * - " เหมือนจะตอบเอาฮา  แต่จริงๆมันก็คือความจริง

 

งานเข้า เก้าโมงครึ่ง  ส่งเสร็จตีห้า  คำถามในใจตอนนั้นคือ

กรูจะไปไหนดีวะ - -* กลับบ้านก่อนก็เสียเวลา  ไม่กลับแล้วดีกว่า

สรุปคือ หาที่ไปไม่ได้ เลยต้องตามชาวบ้านเค้าไป  

เอาก็เอา ไปไหนไปกันอยู่แล้ว . . . 

 

เรย์กลับห้องไปอ่านหนังสือต่อ (เห็นว่าจะสอบ)

ส่วนที่เหลือแบ่งแท๊กซี่เป็นสองคัน คันละสี่คน

นั่งอยู่บนรถ กับพวกเพื่อนๆ(น้องๆ) อีก สามคน  

. . . ที่กำลังตกลงกันว่าจะไปนั่งเล่นนั่งกินอะไีรที่แมคฯ  รอให้ถึง ๖ โมงเช้า

 แต่ปรากฏว่า . . . แมคฯ (ยี่สิบสี่ชั่วโมง) ปิด (แล้วจะให้ไปอยู่หนใดกันเล่า)

 

 

ป้ายรถเมล์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  ถ้าสังเกตดีๆ ในเช้าวันนั้น จะมีสองสาวหนึ่งแก่  นั่งเมาท์กันไม่หยุดปาก

. . . น้องคนนึง(u ro) ยกนาฬิกาขึ้นมาดูบ่อยครั้ง ทุกๆ ห้านาที  

.

"อีกครึ่งชั่วโมง บิจะไปแล้ว"

"จะ หกโมงแล้ว  เครื่องจะขึ้นแล้ว"

"บิจะไปแล้ว"

"อีกห้านาที" 

.

และอีกหลายๆคำที่น้องแกคอยจะย้ำเตือน

 

เลยบอกน้องเค้าไปว่า   จริงๆนะเวลาผ่านไปเร็วมากๆ เหมือนเพิ่งออกมาจากคอนฯเมื่อชั่วโมงที่แล้วเอง

น้องสองคนพยักหน้ารับ เห็นด้วย

 

โอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ

ความรู้สึกเหมือนยิ่งห่างออกไป ออกไป  

.

เวลาผ่านไป

ป๋ากลับไปแล้ว

แต่สมองมันค่อยๆเริ่มฟื้นความจำประมวลผลภาพที่ผ่านมาตั้งแต่วันแรก

 

 

- ถึงมันจะผ่านไปแล้ว ๔ วัน  ก่อน ๔ วันแรก -

 

กว่าจะได้เจอเฮีย ก็วันที่สอง (วันที่19) ที่สยามดิสฯ

ยอมรับว่าไปครั้งแรกไม่รู้จักใครเลย  ขอเบอร์โกะไว้ ก่อนออกมา

. . .

พอไปถึงแชแนลวี สยามดิสฯ  จึงเข้าใจคำศัพท์ของคำว่า  "แถ"  + "นัว"

มีอยู่จริง  ก็แถคุยไปเรื่อยๆ  แรกๆที่คนที่มายังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่. . .

 

ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง . . .

จนแทบไม่น่าเชื่อ  พื้นอากาศที่มีแอร์  เริ่มเปลี่ยนเป็นมวลอากาศร้อน ชื้น(เหงื่อ) อึดอัด (แต่ก็แฝงไปด้วยความอบอุ่น)  

คิดไม่ถึงว่าพวกแฟนๆ จะมาเยอะมาก 

ต่างคน . . . ต่างรอ . . . ต่างคอย  

 

บางคนเป็นวันที่สอง  บางคนไปรับป๋ามาก่อนแล้วเมื่อวาน

บางคนเป็นวันแรก  ครั้งแรกที่ได้เจอคนที่พวกเขากำลังรอ (รวมถึงฉันด้วย) 

 

" no photo ..  no video"

"ห้ามถ่ายรูปนะค๊า  เอากล้องลงนะค๊า"

"พี่เตือนแล้วนะ  ไม่งั้นมิยาบิจะกลับทันทีนะ"

 

เข้าใจ ไม่เป็นไร . . .  ห้ามถ่ายรูป ห้ามอัดวีดิโอ  แต่ไม่ได้ห้ามเมมโมรี่ไว้นี่

ขอแค่ยืนดูก็พอแล้ว  ได้แค่ดูก็พอแล้ว  

 

ป๋าก้าวออกมาจากประตูเล็กขวามือของพวกเรา  อยู่หลังกระจกที่กั้นระยะห่างของพวกเราไว้  

เดินเข้าในหลังกระจกอีกบาน

 

เบื้องหน้าเป็นกระจกใสสองบานใหญ่ที่คั่นกลาง  เก็บเสียง 

เมมโมรี่เล็กๆนี้จึงบันทึกได้แค่ท่างทางและรอยยิ้ม

 

ดูเหมือนลำโพงสองข้างจะไม่ช่วยอะไร   

 

"กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด" อืม~ ไม่รู้ว่าพูดอะไรอยู่ รู้แต่ป๋าแกหันมาบ๊ายบาย

"กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด" อืมมม~ ไม่รู้ว่าใครถามใครตอบอะไรยังไง  รู้แต่หันมายิ้ม

 

- แก้มเปียก -

ไม่ได้ร้องไห้ แต่กำลังดีใจ

ไม่ได้เสียใจ แต่กำลังตื้นตันใจ

ฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมน้ำตาถึงไหล ออกมาเป็นวรรคเป็นเวรได้ขนาดนี้ ฮ่าๆ (เพ้อไปแล้ว)

คนข้างๆหันมามองแล้วถามว่าร้องไห้ทำไม? (ไม่รู้เหมือนกันค่ะ) เป็นอะไร? (เค้าเือื้อมมือมาแตะไหล่ เหมือนจะปลอบ) 

 

. . . ได้แต่ตอบเค้าไปว่า มันดีใจ  มันซึ้ง . . . ซึ้งที่ได้มีวันนี้ ได้เจอบิแล้วจริงๆ

หลายคนคงรู้สึกเหมือนกัน กับฉัน  ฉันเชื่ออย่างนั้น

 

 

 

[2009.12.19] MIYAVI @ Channel [V] Thailand

[2009.12.19] MIYAVI @ Channel [V] Thailand

credit :: Keitakung

 

 

 

  

 

edit @ 24 Dec 2009 01:05:27 by 21st

 สงสัยอยู่  . . . จริงๆด้วยที่หลายคนบอกว่า  เวลาของความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ

จริงๆ และจริงโคตรๆ  เร็วมากจนลืมว่า เห้ย!! ตกลงนี่มันเกิดขึ้นไปแล้วเหรอเนี่ย  ทำไมมันผ่านไปไวจัง

 

 

- ณ สนามบินสุวรรณภูมิ -

ในที่สุดก็ดันทุรังมาจนได้ไง  เอาวะ! ในชีวิตอยากทำอะไรให้มันสุดๆสักครั้ง 

ไม่ใช่จะไปต่างประเทศ  ไม่ได้โกลอินเตอร์อะไรขนาดนั้น . . . แค่จะมาส่งเฮียสุดที่รัก (จะอ้วกใช่มั้ย)

ก็คิดอยู่ว่าเกือบจะไม่ได้ไป  จนต้องเดินวนไปวนมาเข้าออกห้องแต่งตัว-ห้องนอนอยู่นาน  

ด้วยเวลาอันเฉียดฉิว  ออกจากบ้านตีสองครึ่ง ถึงสนามบินก็เกือบๆตีสามพอดี 

(บังคับขู่เข็ญแท็กซี่ว่าให้รีบหน่อย)  พี่แกคงเข้าใจ  ปาดซ้ายแซงขวาเป็นว่าเล่น  

ยังกะรถบนนถนนมีเยอะนักนี่ แต่ก็นะขอบคุณพี่แท็กซี่มากค่ะที่ให้ดิฉันได้ไปทันเวลา  (เวลาอะไร?)

 

นั่นสิ เวลาอะไรหว่า? . . . มาถึงสนามบิน(ครั้งแรก)  

เรย์บอกว่า "ขึ้นมาชั้น ๔ ประตูที่ ๗ เลยจ้า เดินเข้ามาก็เห็นเอง"  

เห็นเอง . . . เห็นจริงๆด้วย  ชนกลุ่มน้อย กลุ่มนึงเกาะกลุ่มพูดคัยกันด้วยสีหน้าที่มีแต่รอยยิ้ม

แม้ว่าเวลานั้นจะเป็นเวลาค่อนคืนเกือบถึงเช้าแล้วก็ตาม  

 

ประเด็นคือ  บิยังไม่มา?  มาแล้วแต่รอสตาฟโหลดกระเป๋าอยู่? บิเมา? บิพูดไทย? ต่างๆนาๆ

 

สายตาแต่ละคู่ของแต่ละคนผลัดกันเหล่หันไปทางประตูทางเข้า  ในขณะที่ปากยังเมาท์กันอย่างเมามัน

ดูเหมือนสาเหตุที่ช้าน่าจะเป็นเพราะ  สตาฟที่โหลดกระเป๋าจะมีปัญหา  (คิดว่าอย่างนั้น)

 

ใจหนึ่งคิดว่า  "อยากให้โหลดกระเป๋าเสร็จไวๆ อยากเจอป๋าแล้ว"

แต่สำนึกฝ่ายชั่ว(ที่มีเยอะกว่าฝ่ายดี) มันกลับร่ำร้องว่า "ไม่อยากให้โหลดกระเป๋าเสร็จเลย  ตรวจนานๆเถอะ!! ไม่เจอหน้าแต่อย่างน้อยบิก็ยังอยู่ผืนแผ่นดินเดียวกับเรา . . ."

 

. . . ก็ได้แค่คิด 

 

 

- ไป ละ นะ -

miyavi_official 
ขอบคุณ สำหรับ วันนี้ ครับ,ไป ล่ะ นะ THANKS MY THAI PPL !!またくるね

from MySpace 

ประโยคสั้นๆที่บิคงไม่ได้พิมพ์ขึ้นเอง  แต่อย่างน้อยเราก็จดจำมัน

แล้วเวลานี้ก็มาถึง  เวลาของคำว่า  "ไปล่ะนะ"

พวกสตาฟบางส่วนที่โหลดกระเป๋าเสร็จแล้วเดินลากกระเป๋า กีต้าร์ (รวมถึงห่อผ้าสีขาวที่ถูกแกะสำรวจจนเยิน T^T) เดินเข้าไปรอป๋าด้านใน  และบางส่วนที่กำลังมุ่งตรงผ่านหน้าพวกเราเดินออกไปทางเข้าประตู

 

นั่นเป็นสัญญาณว่า ป๋า กำลังจะมา และ . . . กำลังจะกลับไป

 

พวกเราทั้งหมดยืนรอการต้อนรับ เพื่อที่จะส่งป๋าเป็นครั้งสุดท้าย

(ที่หวังว่าจะไม่สุดท้าย เพราะป๋าแกต้องกลับมาอีก) 

 

แต่ปรากฏว่า . . .  

ระยะเป้าหมาย  กับพวกเราจะอยู่ในระยะ วิ่งผลัด ๘๐๐ x ๔๐๐ เมตร x ๑๐๐ หลา (มั่ว)

นับว่าห่าง ไกล มาก + ห่างไกลเหลือเกิน 

ป๊าดดดดดดดดดดดดด~~~  ป๋าแกไม่ได้เดินมาทางเข้าที่ ๗ ใครจะไปรู้ว่าสตาฟจะเดินพาไซร้โค้งไปอีกทาง 

ก้าวไป . . . ด้วยแตะหนีบ เกงขาเต่อ

ก้าวห่างออกไป . . . ออกไป 

 

ไม่มีใครเรียก . . . มิยาวี 

ไม่มีใครวิ่ง ตาม ไป

ไม่มีใครกรี๊ด . . .

 

มีเพียงแต่สายตาที่จับจ้อง  จุดโฟกัสที่จุดเดียวกัน   

มีแต่มือ สองแขนที่โบกไปมาแทนคำร่ำลา  

รอยยิ้มที่หวังว่าป๋าบิจะหันมามอง 

 

ป๋าหันมา แล้ว  . . . เพราะพี่สตาฟคนนึงสะกิดให้บิหันมาทางพวกเรา (ขอบคุณพี่คนนั้น)

"อี๊ดดดดดดดดด!!!!  งิ๊ดดดดด!!!!!!!" (ทุกคนได้แค่ครางหงิงๆ งิ๊ดๆ อยู่ในลำคอ) 

พวกเรายกมือขึ้นบ๊ายบาย . . . รวมถึงป๋าที่หันกลับมา ยิ้มที่มุมปากนิดนึง แล้วยกมือขึ้นโบก บ๊ายบายพวกเรา

 

ซ้าย ๑ ที  . . . ขวา ๑ ที . . . ซ้าย ๑ ที . . . ขวา ๑ ที 

 

หันกลับไป  . . . แค่นั้น

(ก่อนป๋าเข้าไป แกหันกลับมา ยกมือขึ้นโบกจนสุดแขน >,< เหมือนแกจะงง  เอ๊ะ!!ไม่วิ่งตามกรูมาเหรอ - . -)

ไม่มีค่ะ . . . ไม่มีใครตาม  แต่ไม่ใช่ไม่อยากตาม

ให้เวลาป๋าแกเป็นส่วนตัวเถอะเนอะ   

 

ตรงจุดเดิม ที่เดิม

ทุกสายตายังคงมองจนแผ่นหลังเลือนหายไป  ไกลออกไป. . .

 

 

-มิยาวีกลับไปแล้ว  ป๋ากลับไปแล้ว-

 

แต่สมองเพิ่งกลับมาคิดประมวลผลภาพของสี่วันที่เพิ่งผ่านมา

ราวกับว่ามันเพิ่งผ่านไปเมื่อวินาทีที่แล้ว 

ความทรงจำต่างๆ  ที่สมองน้อยๆไม่ค่อยจะมีรอยหยักกำลังร้อยเรียง  ภาพต่างๆแล้วฝังมันลงไปในความทรงจำ

 

. . . 

edit @ 22 Dec 2009 22:15:57 by 21st

edit @ 24 Dec 2009 01:07:31 by 21st